วิถีเซียนพระ (บางท่าน) แทบไม่แตกต่างจากการทำธุรกิจ “ทำนาบนหลังคน

* ติ สวด บน ว่า เพื่อกดราคารับซื้อพระให้ถูก ต่ำสุด ขณะที่เวลาเซียนพระ (บางท่าน) ไปขายต่อ เรามักจะเห็นการบวกราคาเต็มสตรีม หรือเต็มข้อ ได้ราคาท่วมแล้วท่วมอีก (ในวงการพระจะรู้กันนะจร้า) เฮ้อ เราคนขายก็จะเหนื่อยๆ หน่อย

ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา ผมเองก็นับว่าได้รับความเจ็บปวดแบบสุดๆ กับวงการพระเครื่อง และกับเซียนพระ (บางท่าน) อย่างแสนสาหัส โดยสาเหตุหลัก คือ มาจากในช่วงที่ผ่านมา เราลำบากสุดๆ ป่วยหนัก ไม่มีเงิน ไม่มีโฆษณา ต้องการเงินมารักษาตัว ดูแลคุณแม่ เราต้องขายพระเครื่องเพื่อมาช่วยพยุงสถานการณ์ของครอบครัวเรา

เพราะถ้าเราไม่ยอมขาย เราก็ไม่มีเงิน ไม่มี Cash Flow ไม่สามารถจับจ่ายใช้สอยอะไรได้เลย พระเครื่องที่ขายแม้ว่าจะขาดทุนหนัก เราก็ต้องจำใจ และจำเป็นต้องขาย เพื่อนำเงินมาประทังชีวิต แต่การเลือกขายพระเครื่องเพื่อนำเงินมาหมุน สำหรับเราแล้วถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ และเรามักจะถูกกดราคารับซื้ออย่างหนัก แต่ด้วยความจำเป็น และจำใจ จึงต้องยอมสละเรือเพื่อรักษาชีวิตนะครับ

“นึกๆ แล้วก็รู้สึกเศร้า และสุดระทมใจเป็นที่สุดที่เราต้องเสียของรักของหวงไปแต่ละชิ้น ในราคาที่ขาดทุนหนักเบาขึ้นอยู่ที่ความต้องการของตลาดพระเครื่องเป็นหลัก อย่างล่าสุด เราเพิ่งขายองค์พระบูชา อาเหล่าแปะโรงสี ท่านอาจารย์โง้วกิมโคย รูปหล่อ เนื้อเรซิน ขนาด 9 นิ้ว รุ่น 1 ปี 2521” (เราขายเองไม่ได้ เพราะไม่มีกลุ่ม และฐานลูกค้า จึงจำเป็นต้องขายให้เซียนสายอาเหล่าแปะโรงสี ท่านอาจารย์โง้วกิมโคย)

“เราติดต่อคนซื้อสายอาเหล่าแปะโรงสีท่านหนึ่ง ติดต่อพูดคุยกันสักพัก เซียนท่านนี้เค้าขอมาดูพระที่บ้านในทันที (เกือบ 2 ทุ่มแหละ) ต่อราคา กดราคา พร้อมตินั้นตินี่ เฮ้อ เราก็พอรู้ราคาบ้างนิดหน่อย แต่ด้วยความจำเป็นและเดือดร้อน คือ จริงๆ ถ้าเราไม่เดือดร้อนจริงๆ เราก็ไม่อยากขาย”

สุดท้ายเราได้ราคาที่ไม่สูงมากดั่งที่ตั้งใจ เพราะเค้าตินั้นตินี่เต็มไปหมด  สำหรับเรา มันคือฝันร้าย จริงๆ ไม่ได้อยากขายราคานี้ เพราะเราขาดทุน และเรารู้ว่าวัตถุมงคลของอาเหล่าแปะโรงสี ท่านอาจารย์โง้วกิมโคยไม่ถูก ในที่สุด เพราะความลำบาก เราจึงจำเป็นต้องขาย เพราะเค้าเสนอทางเลือกไม่สูงมากนัก แต่ก็ไม่คิดว่า ขณะนี้ราคาเปลี่ยนมือจะสูงขนาดนี้ เฮ้อ ไว้ใจใครไม่ได้เลยจริงๆ (เราก็บอกเค้าไปว่า อยากได้เงินไปรักษาตัว เพราะป่วยหนักในขณะนี้ เฮ้อ)

จะว่าไปแล้ว “ในส่วนของเรา เรากลับต้องมานั่งแบกขาดทุน ตอนนี้เห็นมีคนเอามาลงขายในเว็บฯ พระเครื่อง (ล่าสุด) มีการเปลี่ยนมือ เห็นบอกว่าเป็นรุ่นหายากมากๆ รุ่นหนึ่ง ตั้งราคาขายเกือบ 3 เท่าของราคาที่รับซื้อเรา เช่น ซื้อเรา 1.35 บาท แต่ราคาเปลี่ยนมือ และตั้งขายใหม่ที่ 3.5 บาท”

หมายเหตุ : โดยส่วนตัวผมแล้ว อาเหล่าแปะโรงสี ท่านอาจารย์โง้วกิมโคย รุ่นนี้ และองค์นี้ของผม ผมชอบมากๆ  เพราะ Very Classic และมีการลงรักปิดทองเก่ามานานหลายสิบปีเลยทีเดียว (มีเงินก็ใช่ว่าจะสามารถเป็นเจ้าของได้จริงๆ นะครับผม)

เฮ้อ เพราะความจนมันน่ากลัว.....เลยจำใจต้องเสียของรัก ของหวงไป เศร้าสุดใจ มันเจ็บปวดใจเป็นที่สุดเลยนะครับผม อยากร้องไห้เป็นสายเลือดจริงๆ ไม่น่าต้องมาเจอเรื่องแบบนี้อีกเลย ชีวิตเรา!  

แค่ลำพังตอนนี้ป่วยไข้เป็นโรคเรื้อรังก็แทบบ้าตายอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอเรื่องสะเทือนใจแบบนี้อีก ขณะที่เราเองก็จำเป็นต้องขายจริงๆ เพราะไม่มีเงิน (เราถูกปิดประตูตายเรื่องเงินในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ หมุนไม่ออกเลยนะจร้า) และอยากได้เงินมารักษาตัวด้วย ยอมรับว่า Very เครียด โลกนี้อยู่ยากจัง มีแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ ไว้ใจใครไม่ได้จริงๆ

“น่าจะให้ราคาที่เป็นกลาง คือ ไม่ทำนาบนหลังเราเสียเกินไป ให้ราคาที่สมเหตุสมผล เราก็พอรับได้ เนี่ยราคาห่างกันเกือบ 3 เท่าตัวเลยทีเดียว พี่เค้าอาจจะท่วม ขณะที่เราเองกลับต้องมานั่งแบกขาดทุน เพราะต้นทุนค่าวัตถุมงคลองค์นี้ของเราเช่ามาแพงกว่าราคาขายที่เราได้รับ 1.35 บาทเสียอีก

....ชาตินี้ (สวรรค์) เราพอจะมีโอกาสได้พบเจอกับเซียนพระ (บางท่าน) ที่จริงใจ ไม่จิงโจ้ หรือ เล่เก๊ (เจ้าเล่ห์) บ้างไหมหนอ เพราะตลอดหลายๆ ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นความไม่จริงใจ และเล่ห์เหลี่ยมของเซียนพระ (บางท่าน) จนทำให้เรารู้สึกสยอง และกลัววงการนี้สุดๆ เลยนะจร้า (ทุกอย่างว่ากันที่ผลประโยชน์ทั้งสิ้น เฮ้อ)

เปรียบไปแล้วก็เหมือนกับเป็น “อุทาหรณ์สอนใจเจ็บ” บทเรียนราคาแพงมากๆ ที่มักได้รับจากนอกตำราเรียน และที่สำคัญ เรามักได้ยินเสมอๆ ว่า “ราคาขึ้นอยู่ที่ความพึงพอใจของทั้ง 2 ฝ่าย แต่ในมุมมองของเรา เรามักได้แต่ราคาที่เซียนตั้งให้เสมอมา เฮ้อ เป็นราคาที่เซียนกำหนดในการรับซื้อ และที่ขาดไม่ได้ คือ การติ เพื่อกดราคาพระเครื่องเรา ทำให้เรารู้สึกประหม่า และไม่มีความมั่นใจเวลาต้องการขายพระเครื่องนะจร้า เฮ้อ อยู่ยากจริงๆ สังคมที่เราเจอจร้า ทุกอย่างว่ากันที่เรื่องผลประโยชน์เสียเป็นส่วนใหญ่!